ขมิ้นชัน สมุนไพรโบราณที่มีชื่อเสียงในด้านสรรพคุณ ได้รับการยอมรับในระดับสากลจึงนิยมนำมารับประทานหรือใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อีกทั้งยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคอีกด้วย โดยมักนิยมนำผงขมิ้นมาเป็นส่วนประกอบในยาแก้ท้องอืด ยาแก้อักเสบ ยารักษาโรคข้ออักเสบ เป็นต้น Million Lab จึงอยากชวนทุกคนมารู้จักสมุนไพรที่เต็มไปด้วยประโยชน์มากมายอย่าง “ขมิ้นชัน”

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรสีเหลืองเข้ม ในอดีตมักนำขมิ้นชันมาใช้ประกอบอาหารเพื่อปรุงแต่งกลิ่นและรสให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น เราจึงมักจะเห็นขมิ้นชันในอาหารพื้นเมืองของหลายๆประเทศอีก เช่น แกงไตปลาและแกงกะหรี่ของคนไทย ซอสมัสตาร์ดของชาวอเมริกัน เป็นต้น นอกจากนี้ขมิ้นชันยังเป็นแหล่งของ เคอร์คิวมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่ม Polyphenol มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ

คุณประโยชน์ของขมิ้นชัน

  1. สารต้านอนุมูลอิสระ

ขมิ้นชันประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า เคอร์คิวมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารที่ยับยั้งอนุมูลอิสระที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อร่างกายเจอสภาวะต่างๆ เช่น มลภาวะ ความเครียด หรือกิจกรรมต่างๆที่ทำในแต่ละวัน อีกทั้งเคอร์คิวมินยังช่วยเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น catalase, glutathione peroxidase ซึ่งโดยปกติเอนไซม์เหล่านี้จะทำหน้าที่ในการกำจัดอนุมูลอิสระ

  1. ฤทธิ์ต้านการอักเสบ

เมื่อร่างกายเจอสภาวะที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระจำนวนมากจนร่างกายขาดสมดุลและทำให้เกิดอาการอักเสบและอาจจะพัฒนาไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ  มีรายงานว่าเคอร์คิวมินมีส่วนในการยับยั้งการสังเคราะห์ leukotriene B4 ที่ทำให้เกิดอาการอับเสบและเคอร์คิวมินยังสามารถลดการอักเสบเรื้อรังที่จะนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง อัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดหัวใจ ได้อีกด้วย

  1. ลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร

สารเคอร์คิวมินในขมิ้นชัน นอกจากจะช่วยต้านการอักเสบที่จะช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารแล้ว ยังมีส่วนในการช่วยกระตุ้นการหลั่งเมือกเพื่อเคลือบกระเพาะอาหารและลดการหลั่งกรด มีงานวิจัยที่ระบุว่าการใช้  curcumin ในปริมาณ 80 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เป็นเวลา 10 วัน พบว่ามีผลในการยับยั้งการหลั่งกรดและเสริมการสร้างเมือก อีกทั้งยังเพิ่มปริมาณการไหลเวียนของเลือดในเมือก จึงให้ curcumin มีประสิทธิภาพการรักษาเทียบเท่ายาลดกรดทีเดียว

  1. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน

เคอร์คิวมินในขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการต้านเบาหวานชนิดที่ 2 โดยสารดังกล่าวจะเข้าไปปรับลดการทำงานของ α-glucosidase และ α-amylase ซึ่งมีผลในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้เคอร์คิวมินยังมีส่วนช่วยให้มีการผลิตอินซูลิน รวมถึงช่วยให้เนื้อเยื่อต่างๆตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้นอีกด้วย

  1. ปกป้องผิวจากแสงแดด

ด้วยคุณสมบัติในด้านการต้านอนุมูลอิสระของเคอร์คิวมินในขมิ้นชันจึงมีผลในการช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของแสงแดด เมื่อผิวสัมผัสกับแสงแดดจะเกิดอนุมูลอิสระขึ้นจำนวนมาก ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้จะส่งผลในการทำลายเซลล์ผิวและเกิดความเสื่อมของเซลล์ เคอร์คิวมินจะเป็นสารที่เข้าไปต้านอนุมูลอิสระที่ทำลายผิวของเรา รวมถึงเคอร์คิวมินยังช่วยยับยั้งการก่อมะเร็งที่เกิดจาก UVB ได้อีกด้วยค่ะ

  1. มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย

ปัจจุบันพบการดื้อยาต่อจุลินทรีย์มากขึ้นอย่างรวดเร็วจากทั่วโลกและการดื้อต่อยาต้านจุลชีพเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาแย่ลงจึงจำเป็นต้องมีสารต้านจุลินทรีย์จากแหล่งธรรมชาติที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษา เคอร์คิวมินซึ่งเป็นสารที่พบในขมิ้นชันได้รับการศึกษาว่ามีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ต้านไวรัสและเชื้อรา อีกทั้งเคอร์คิวมินยังสามารถยับยั้งเชื้อ Stapphylococcus aureus ที่ดื้อต่อ methicillin และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ Helicobacter pylori ทุกสายพันธุ์ในหลอดทดลอง ที่แยกจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารอีกด้วยค่ะ

เราได้ทราบถึงประโยชน์ที่มากมายของในขมิ้นชันกันไปแล้วนะคะ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วก็มีข้อจำกัดเกี่ยวกับสารเคอร์คิวมินในขมิ้นชันค่ะ นั่นก็คือ สารเคอร์คิวมินเป็นสารที่ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีและถูกร่างกายกำจัดทิ้งอย่างรวดเร็วอีกด้วย อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยที่พบว่ามีสารบางอย่างที่จะมาช่วยให้ร่างกายดูดซึมเคอร์คิวมินเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น ซึ่งสารนั้นชื่อว่า “Piperine” ในพริกไทยดำนั่นเองค่ะ จึงแนะนำว่า หากอยากเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารเคอร์คิวมินจากขมิ้นชันให้รับประทานร่วมกับพริกไทยนะคะ สำหรับผู้อ่านที่มีความสนใจที่จะผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของขมิ้นชันหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถสอบถามได้ทาง Line: @MillionLab นะคะ สามารถปรึกษาได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ

บริษัท พีเอชอาร์ มิลเลี่ยน แลบ จำกัด  ได้รับมาตรฐาน GMP CODEX จากบริษัท URS ประเทศอังกฤษ ได้รับรางวัลธุรกิจยอดเยี่ยมจาก ASEAN BUSINESS AWARD ประเทศสิงคโปร์ และคิดค้นสูตรโดยทีมเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สายตรงกว่า 10 ปี


References

  1. Turmeric — The Golden Spice of Life. (2007). Turmeric, 21–34. doi:10.1201/9781420006322-7
  2. Sah, A., Jha, R., Sah, P., Shah, D., & Yadav, S. (2013). Turmeric (curcumin) remedies gastroprotective action. Pharmacognosy Reviews, 7(1), 42. doi:10.4103/0973-7847.112843
  3. Xu, X.-Y., Meng, X., Li, S., Gan, R.-Y., Li, Y., & Li, H.-B. (2018). Bioactivity, Health Benefits, and Related Molecular Mechanisms of Curcumin: Current Progress, Challenges, and Perspectives. Nutrients, 10(10), 1553. doi:10.3390/nu10101553
  4. Hewlings, S., & Kalman, D. (2017). Curcumin: A Review of Its Effects on Human Health. Foods, 6(10), 92. doi:10.3390/foods6100092