กลูตาไทโอนเป็นไตรเปปไทด์ชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Glutamine, Cysteine และ Glycine มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกาย กลูตาไทโอนพบได้ที่อวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ตับอ่อน ไต เลนส์ตา เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว แต่จะพบได้น้อยในพลาสมา โดยกลูตาไทโอนจะถูกสร้างและเก็บสำรองไว้ที่ตับและนับว่าเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ อีกทั้งยังพบว่าหากมีกลูตาไทโอนต่ำกว่าร้อยละ 80 ภายในเซลล์อาจทำให้เซลล์ตายได้ – บทความโดย Million Lab โรงงานรับผลิต Glutathione

บทบาทและหน้าที่ของกลูตาไทโอน

กลูตาไทโอนหรือ reduced glutathione (GSH) จะเข้าไปจับกับอนุมูลอิสระภายในเซลล์ที่เรียกว่า Hydrogen peroxide จากนั้นกลูตาไธโอนจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูป oxidation form (GSSG) โดยอาศัยเอนไซม์ GSH peroxidase และต่อมาเอนไซม์ GSH reductase, NADPH และวิตามินซีจะช่วยในกระบวนการเปลี่ยนจาก GSSG ให้กลับมาอยู่ในรูป GSH ซึ่งเป็นรูปที่ร่างกายนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นการทำงานของกลูตาไทโอนจะต้องอาศัยทั้งเอนไซม์ GSH peroxidase และ GSH reductase ร่วมกันเป็นระบบที่เรียกว่า glutathione system นอกจากนี้กลูตาไทโอนยังทำหน้าที่เป็น co-factors ของเอนไซม์ที่เกี่ยวกับภาวะ oxidation stress หรือภาวะที่มีอนุมูลอิสระมากเกิน ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้นี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดความเสื่อมของร่างกายและเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ กลูตาไทโอนจึงมีความสำคัญมากสำหรับร่างกายที่มี oxidative stress สูงๆ เช่น การได้รับรังสี สารพิษ สารเคมี โลหะหนักบางชนิด การอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือการได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ

ประโยชน์ของกลูตาไทโอน

  1. มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

กลูตาไทโอนจะเข้ามาจับกับอนุมูลอิสระที่มาจากกระบวนการต่างๆของเซลล์ในร่างกายของเราเอง รวมทั้งปัจจัยกระตุ้นจากภายนอกร่างกาย เช่น มลภาวะทางอากาศ สารเคมี ควันบุหรี่ เป็นต้น และกลูตาไทโอนยังเป็นส่วนประกอบของ Glutathione Peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการกำจัดอนุมูลอิสระ กลูตาไทโอนจึงมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆของร่างกาย รวมทั้งช่วยความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆอีกด้วยค่ะ

  1. เสริมภูมิคุ้มกัน

กลูตาไทโอนจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด T-lymphocyte และมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส อีกทั้งยังพบว่ากลูตาไทโอนยังสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้อีกด้วย

  1. ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

กลูตาไทโอนมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างเอนไซม์ต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะเอนไซม์ Glutathione-S-transferase (GST) ที่ตับซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย โดยจะเปลี่ยนให้สารพิษสามารถละลายในน้ำได้และขับออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น

  1. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง

เนื่องจากกลูตาไทโอนจะช่วยทำลายฟอร์มาลดีไฮด์ที่เป็นสารก่อมะเร็งที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายเนื่องจากกระบวนการเมตามอลิซึมของเมทไธโอนีน คลอรีน เมทานอลและ sarcosine

การใช้ประโยชน์จากกลูตาไทโอนทางคลินิก

กลูตาไทโอนถือว่าเป็นตัวกลางสำคัญที่ทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างปกติและเมื่อร่างกายมีปริมาณกลูตาไทโอนลดลงอย่างมากจะส่งผลให้เกิดโรคต่างๆได้ จึงมีการนำกลูตาไทโอนมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคปอด  โรคทางระบบประสาท ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเบาหวาน โรคทางเดินอาหารอักเสบ โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ การได้รับโลหะหนักในปริมาณมากหรือโรคในกลุ่ม Wilson’s disease และโรคตับหรือตับอ่อนอักเสบ

การเสริมกลูตาไทโอนด้วยสารที่มีโมเลกุลใกล้เคียงกัน

เนื่องจากผลการวิจัยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการเสริมกลูตาไทโอนด้วยวิธีการรับประทานจะสามารถเพิ่มปริมาณกลูตาไทโอนในร่างกายได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามยังมีสารในรูปแบบอีกอื่นๆที่จะช่วยรักษาระดับกลูตาไทโอนในร่างกาย ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกลูตาไทโอนมากขึ้นและยังถูกนำมาใช้ในการรักษาภาวะกลูตาไทโอนต่ำกว่าปกติอีกด้วย

  1. N-acetylcysteine (NAC) จากงานวิจัยพบว่าเป็นสารที่ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดี โดยเมื่อรับประทาน NAC ร่างกายจะย่อยสลายให้เป็น cysteine ซึ่งเป็นหนึ่งในกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการใช้ในการสังเคราะห์กลูตาไทโอนนั่นเองค่ะ
  1. Cysteine จะเป็นตัวกำหนดอัตราเร็วในการสร้างกลูตาไทโอน โดย cysteine จะถูกนำเข้าสู่เซลล์โดยอินซูลินหรือ growth factor และจะถูกลำเลียงอยู่ในกระแสเลือดในรูปของ cystine และจะถูกเปลี่ยนเป็น cysteine ได้ในภายหลัง
  1. ทอรีน ซึ่งมีกรดอะมิโน cysteine ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งพบว่าจะสามารถเพิ่มการทำงานของเกล็ดเลือดและเพิ่มปริมาณของกลูตาไทโอนในเกล็ดเลือดได้
  1. สารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินซี ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการรักษาปริมาณกลูตาไทโอนในเซลล์ได้ และ alpha-lipoic acid (ALA) ที่มีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีความสามารถในการจับกับโมเลกุลของอนุมูลอิสระจะส่งผลให้กลูตาไทโอนในเซลล์ถูกทำลายน้อยลง
  1. สารอาหารหรือสมุนไพรที่เป็นแหล่งของ polyphenol เช่น ผักต่างๆ ถั่ว ผลไม้กลุ่มเบอร์รี่ ไวน์แดง ชาเขียวและขมิ้นชัน โดยเฉพาะ “เคอร์ซิติน” จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจำลองและสร้างสายกรดอะมิโนของกลูตาไทโอน

ข้อควรระวังในการใช้กลูตาไทโอน

  1. กลูตาไทโอนหรือสารสังเคราะห์ที่มีกลุ่มไทออลอาจจะมีผลต่อกระบวนการ Metabolism ต่างๆในร่างกาย
  2. โมเลกุลของกลูตาไทโอนสามารถกลายเป็นอนุมูลอิสระได้ ซึ่งอาจทำให้เกิด lipid peroxidation ได้
  3. ระวังการใช้กลูตาไทโอนในผู้ป่วยมะเร็ง เนื่องจากจะทำให้เซลล์มะเร็งต้านยารักษาได้

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงจะรู้จักกลูตาไทโอนกันมากขึ้นแล้ว แม้ว่ากลูตาไทโอนจะเป็นสารที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้และพบได้ทั่วไปในร่างกายของเรา แต่เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะที่ผิดปกติ ปริมาณกลูตาไทโอนต่ำกว่าปกติ การเสริมด้วยกลูตาไทโอนจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์จากกลูตาไทโอนและสารอื่นๆจะต้องมีการศึกษาทั้งข้อดี ข้อเสีย รวมถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยนะคะ สำหรับผู้อ่านที่มีความสนใจที่จะผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของกลูตาไทโอนหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถสอบถามได้ทาง Line: @MillionLab นะคะ สามารถปรึกษาได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ

บริษัท พีเอชอาร์ มิลเลี่ยน แลบ จำกัด  ได้รับมาตรฐาน GMP CODEX จากบริษัท URS ประเทศอังกฤษ ได้รับรางวัลธุรกิจยอดเยี่ยมจาก ASEAN BUSINESS AWARD ประเทศสิงคโปร์ และคิดค้นสูตรโดยทีมเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สายตรงกว่า 10 ปี


Reference

  1. ดร.นัฏฐกาล ลีลารุ่งระยับ วท.ด (ชีวเคมี), ดร.นพ.ประสงค์ เทียนบุญ พบ, PhD (Nutrition), Cert. Specialist, Clinical Nutrition and Metabolism. กลูตาไทโอนและผลต่อสุขภาพ (Glutathione and health benefits). วารสารคลินิกอาหารและโภชนาการ (วคอภ) พ.ศ.2550 ปีที่ 1 ฉบับที่ 1.